[Haikyuu FIC] Horizon [KageHina] EP.9

posted on 14 Feb 2016 00:27 by valino in Haikyuufanfic directory Fiction, Cartoon

Title: [Haikyuu FIC] Horizon [KageHina] EP.9

Pairing: Kageyama x Hinata

Author: V A L I N O ★

 

 

 

******

 

 

 

Episode 9

 

 

 

“...ความจริงแล้ว..พวกเราคือกลุ่มโจรสลัดคาราสึโนะค่ะ ฉันและคนสนิทหายตัวไปตั้งแต่ยังเล็ก เพราะพวกเราโดนกลุ่มโจรสลัดในอดีตจับตัวไป แล้วหลังจากนั้นก็ผันมารวมกลุ่มกับคาราสึโนะแทน..ดังนั้น นี่เป็นครั้งแรกในรอบแปดปีที่ฉันกลับมาดำรงตำแหน่งนี้คืน”ทันทีที่แนะนำตัวเสร็จจึงรีบกล่าวต่อโดยไม่ให้เสียเวลา ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยกับคำพูดของอีกฝ่ายที่ส่งมาถึง

 

“กลุ่มโจรสลัด..โชวกิสินะ..”ยาจิพยักหน้าเบาๆเป็นคำตอบ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายดูไม่ตกใจกับเรื่องของเธอและยามากุจิเท่าไหร่นักที่องค์หญิงลำดับที่สามและคนสนิทหนีไปเป็นโจรสลัดแบบนั้น หรือบางทีอาจจะเก็บอาการอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งนั่นก็เป็นข้อยืนยันว่าอีกฝ่ายคงมีความใจเย็นเป็นอย่างสูง

 

ความจริงจะเรียกว่า ‘หนี’ ก็ไม่ได้ วันนั้นพวกเธอโดนกลุ่มโจรสลัดที่เลื่องชื่อในอดีต ‘จับ’ ไปต่างหาก

 

“ค่ะ..แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพวกเราเรียกท่านมาไม่ได้หวังจะก่อสงคราม แต่ต้องการทำสนธิสัญญาค่ะ..หากท่านปล่อยตัวฮินาตะล่ะก็..ทางเราจะมอบสิ่งของตามที่ท่านต้องการให้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง หรืออะไรก็ตาม”ว่าพลางเลื่อนกระดาษแผ่นสีขาวไปตรงหน้าก่อนจะชักมือตนกลับมากุมอีกครั้งเพราะในตอนนี้มันชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

“ท่านต้องการอะไรสามารถเสนอเรามาได้ทั้งหมดเลยค่ะ แล้วถ้าตกลงโปรดช่วยเซ็นด้วย ทางเราจะมอบสิ่งที่ท่านต้องการให้ ขอเพียงแค่ปล่อยตัวฮินาตะ”ดวงตาสีขนกาสบเข้ากับสีทองสว่างของคนตรงหน้าซึ่งภายในมีแววมุ่งมั่นอยู่อย่างเต็มเปี่ยมแม้จะรู้สึกเกร็งอยู่อย่างเห็นได้ชัด

 

“ผมต้องการให้พวกคุณมอบตัว”ร่างเล็กนิ่งไปก่อนจะเม้มริมฝีปาก นัยน์ตาสั่นไหวราวกับว่าตัดสินใจไม่ได้

 

“นั่นเป็นคำขอที่ถ้าเมื่อก่อนผมคงพูดแบบนี้”คาเงยามะกล่าว

 

“แต่สำหรับตอนนี้ผมไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ผมต้องการก็คือตัวฮินาตะ แค่นั้น เท่านี้พวกเราคงหมดเรื่องคุยกันแล้ว”ว่าพลางลุกขึ้น แต่เสียงเล็กหวานก็ฉุดกระชากให้อีกฝ่ายยอมทำตามคำขอก่อนเนื่องจากไม่เคยคิดจะเป็นศัตรูกับองค์หญิงลำดับที่สาม

 

“เดี๋ยวสิคะ! หยุดคุยกันก่อน!”

 

คาเงยามะคิดว่าบางทีที่เขารีบเร่งอยากกลับ อาจเป็นเพราะร้อนใจอยากกลับไปพบเจ้าของเรือนผมสีสว่างซึ่งอยู่ที่เมืองของตน

 

รู้สึกไม่ดีมาซักพักแล้ว..ราวกับว่าจะมีเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

 

“ฮินาตะ..สบายดีไหมคะ ?”

 

“ตามที่คุณคิดเลย”

 

“เอ่อ..แล้ว.. คุณได้ทำอะไรฮินาตะรึเปล่า แบบ..โดนจับไปในฐานะเชลยสินะคะ แสดงว่า..”ใบหน้าหวานดูลำบากใจ พยายามคิดคำในหัวออกมาให้ได้มากที่สุด

 

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชะตากรรมของเพื่อนสนิทของตนตอนนี้เจอกับอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าจะโดนจับขังล่ามโซ่ หรือโดนงดอาหารอะไรรึเปล่า อย่างน้อยถ้าประณีประณอมได้ล่ะก็..

 

“ไม่ต้องห่วง ผมจัดห้องพักส่วนตัวให้ติดกับสวนของราชวังเพื่อไม่ให้เขาเบื่อ มีอาหารครบทุกมื้อ และมีทหารคอยคุ้มกันบริเวณรอบๆ”

 

แต่แล้วคำตอบที่ได้รับมากลับทำให้ทั้งสองเบิกตากว้างก่อนจะมองหน้าคนร่างสูงอย่างอึ้งๆทำเอาผู้เป็นราชาเลิ่กคิ้วเล็กน้อย

 

“มีอะไรงั้นหรือ ?”

 

“เอ้อ..คือ.. แหะๆ ถ้าจะพูดก็ออกจะดูเสียมารยาทไปซักหน่อย..”ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองที่เผลออ้ากว้างไปเมื่อสักครู่อย่างเขินอาย ท่าทางไม่เรียบร้อยดูไม่สมกับเป็นองค์หญิงทำให้รู้สึกแย่นิดๆที่ตนเลือกจะอยู่กับกลุ่มคาราสึโนะแทนที่จะกลับมายังบ้านเกิดแห่งนี้จนไม่ได้รับการฝึกมารยาทของหญิงสาวผู้เพียบพร้อมเหมือนท่านพี่ทั้งสอง

 

“ไม่เป็นไร พูดมาเถอะ”

 

“คือ..ดูแลฮินาตะดีจังนะคะ จนไม่คิดเลยว่าเป็นเชลย ฉันไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ”

 

“..ตามจริง ตอนแรกผมก็ตั้งใจจะเอาข้อมูลกลุ่มคาราสึโนะจากฮินาตะ แต่..พออยู่ไปอยู่มา...”

 

หญิงสาวยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ความกังวลทั้งหลายถูกยกออกจากอกจนรู้สึกโล่งและเบาหวิว

 

ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ฮินาตะก็คือดวงอาทิตย์อันแสนอบอุ่นและสว่างไสว

 

เขาเป็นคนที่ร่าเริงสดใส และก็ทำให้ทุกคนรู้สึกดีได้เสมอเวลาอยู่ใกล้ๆ เป็นแสงที่ส่องสว่างจนรู้สึกอยากอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา

 

ยิ่งกับคนที่ไม่เคยได้พบคนจริงใจต่อตัวเขามาก่อนนอกจากคนในครอบครัวอย่างคาเงยามะ..

 

แต่แล้วทุกอย่างก็ต้องหยุดลงเมื่อเกิดเสียงเคาะที่ประตูห้อง ยาจิหันไปพยักหน้าให้ยามากุจิ ซึ่งคนสนิทก็รู้หน้าที่ของตนอย่างดีจึงเดินไปเปิดประตู ไม่นานจึงหันมากวักมือเรียกคุนิมิที่ยืนอยู่ข้างหลังของคาเงยามะให้เดินไป ก่อนตนจะกลับมาประจำที่

 

ผู้มาเยือนคือทหารม้าเร็วของคาเงยามะ ข่าวทั้งหมดถูกส่งมาสู่คนร่างโปร่ง ร่างที่ดูบอบบางนั่นนิ่งไปซักพัก ก่อนจะหันไปบอกข่าวกับราชาของตนอย่างร้อนรน

 

“บ้านเมืองของเราถูกโจมตีโดยกลุ่มไม่ทราบฝ่ายครับ ตอนนี้ทหารของเรากำลังพยายามป้องกันตัวเมืองไม่ให้มีความเสียหายมากอยู่และจับเชลยมาได้คนหนึ่ง และก็..”

 

“ไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ฉันจะรีบกลับไปที่เมือง”คาเงยามะผุดลุกขึ้น ก่อนจะหันมาก้มหัวให้องค์หญิงร่างเล็กที่นั่งปิดปากอยู่ด้วยความตกใจ ดวงตาสีทองทอดมองคนทั้งสองที่ออกจากห้องไป รีบหันไปสบตากับยามากุจิที่สะกิดไหล่ของตน

 

“นี่..คิดเหมือนกันรึเปล่า ?”

 

“เอ๊ะ ? เรื่องอะไรหรอ ?”

 

ยังไม่ทันได้พูดจบ เสียงเคาะกระจกของหน้าต่างห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เมื่อสายตาสองคู่หันไปมองก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เห็นกลุ่มโจรสลัดคาราสึโนะต่างรวมตัวกันอยู่ตรงระเบียงกันจนครบ

 

เมื่อรีบสาวฝีเท้าไปหา ซาวามุระ ไดจิจึงส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วบีบไหล่ยาจิเบาๆ

 

“พวกเรามารับแล้ว”

 

“เอ๊ะ ? รับ ?”

 

“หลักฐานน่ะ..”สึกิชิมะเอ่ยพลางดันแว่น

 

“พวกเราหาครบแล้ว ที่เหลือก็คือตามหาตัวการที่แท้จริงมาส่งราชาก็เท่านั้น”

 

“ใครคือตัวการงั้นเหรอคะ ?”

 

“..มีความเป็นไปได้ถึง95% ว่าเป็นเด็กคนนั้นที่ไดจิซังและสึกะซังปล่อยให้รอดชีวิตไปในตอนอยู่ในกลุ่มโจรสลัดโชวกิ”

 

แต่แล้วสายตาทั้งหมดก็มารวมที่หน่วยสอดแนมประจำกลุ่ม ยามากุจิที่ก้าวเท้าออกมาด้วยแววตามุ่งมั่นก่อนจะรีบเอ่ยในสิ่งที่ตนตั้งใจจะพูดกับยาจิเมื่อสักครู่ให้ทุกคนได้รู้โดยไม่ให้เสียเวลาทันที

 

 

 

******

 

 

 

เดิมทีจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการไปมาระหว่างสองเมืองนี้ แต่ในครั้งนี้เพราะความร้อนใจ คาเงยามะใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

 

แม้จะครึ่งชั่วโมงเขาก็ยังรู้สึกว่ามันนานเกินไป

 

ม้าตัวใหญ่สีดำสนิทวิ่งผ่านบ้านเมืองที่ถูกเผา ทหารม้าเร็วที่กลับมาพร้อมกันกล่าวว่าประชาชนทั้งหมดทุกคนถูกย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้วซึ่งคนสร้างก็คือพ่อของเขา นั่นช่วยทำให้โล่งใจขึ้นได้บ้าง แต่กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีที่บังอาจบุกมาทำลายเมืองในตอนนี้อยู่ในวังของเขา

 

แต่เมื่อไปถึง เรื่องทุกอย่างก็จบลงแล้ว เหลือเพียงภาพกลุ่มคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่ตรงจุดนั้นจุดนี้ และทหารของตนที่ยืนเช็ดคราบเลือดออกจากดาบเท่านั้น

 

เหลือบมองไปทางซ้ายก็เห็นคนตัวเล็กยืนเกาะอยู่หลังประตูห้องของตน แอบชะเง้อหน้ามองอย่างหวาดๆ ทันทีที่สบตากัน ฮินาตะก็ผุดหายเข้าไปในห้อง

 

แม้จะอยากเดินไปถามอีกฝ่ายว่าเป็นอะไรรึเปล่าหรือเคลียร์เรื่องเมื่อกี้ให้จบๆลงไปมากเท่าไหร่ แต่สุดท้ายคำว่าหน้าที่ก็ถูกวางลงบนบ่าอย่างห้ามไม่ได้ จึงตามคนของตนไปยังที่ที่เชลยถูกจับมา

 

ก้าวบันไดหินลงไปยังคุกใต้ดิน ทหารจำนวนหนึ่งยืนล้อมรอบกรงเหล็กไว้ ภายในมีชายร่างใหญ่นั่งก้มหน้า มือทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง มีแผลบริเวณใบหน้าและตามตัวตรงจุดต่างๆ

 

ร่างสูงสาวเท้าเข้าไปหยุดลงที่คนตรงหน้า เหลือบตามองอีกฝ่ายซึ่งค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบตาก่อนจะเหยียดยิ้มราวกับไม่ได้รู้สึกผิดอะไร

 

แต่คาเงยามะจับสังเกตได้ว่าภายใต้ดวงตาอวดดีคู่นั้นมีความกลัวซุกซ่อนไว้อยู่ภายใน

 

เพราะอะไรกันนะที่ทำให้คนตรงหน้ากล้าที่จะท้าทายเขาแม้จะกลัวอยู่ลึกๆ ?

 

“ใครส่งแกมา”อีกฝ่ายไม่ตอบ ยังคงฉีกยิ้มยียวนให้อย่างนั้น เหลือบมองใบหน้าหวานของคุนิมิที่ยืนหลบอยู่ข้างหลัง ก่อนจะผิวปากให้เบาๆ

 

“ท่านราชา คนสนิทท่านนี่หน้าตาดีจังนะ”

 

“ตอบไม่ตรงคำถาม”ปลายคมดาบของทหารที่ยืนอยู่ข้างๆกรีดลงที่แขนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้าม เลือดสีสดซะออกมาเปื้อนบริเวณแก้มของผู้เป็นราชา

 

คาเงยามะปาดมันออกก่อนจะหันหลังไป ทิ้งท้ายให้คนสนิทของตนเป็นฝ่ายสืบสวนแทนที่จะเป็นเขา เพราะไม่ว่าจะถามอะไรไป เชลยคนนั้นคงไม่ปริปากบอกอะไรทั้งนั้น

 

แต่ถ้าเป็นคุนิมิที่เจ้านั่นถูกใจก็อาจจะไม่แน่..

 

แม้จะดูใจร้ายไปหน่อย แต่สุดท้ายก็เดินขึ้นจากคุกใต้ดินแล้วสั่งให้ทหารที่อยู่บริเวณโดยรอบตามหาทหารคนสนิทของพี่ชายตนหรือก็คือคินดะอิจิให้ลงไปอยู่ข้างๆคนสนิทของเขาอยู่ดี

 

พูดคุยกับทหารของตนเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บใจที่มีบางส่วนหนีไปได้ พร้อมขโมยข้อมูลต่างๆของเมืองเขาไปจากห้องทำงานของตน ไม่ว่าจะเป็นแผนการเศรษฐกิจ แผนการการรบ การจัดขบวนต่างๆนานามากมายที่ควรจะมีเขาและพี่ชายเท่านั้นที่รู้

 

แม้จะหงุดหงิดแต่ก็ไม่นานนักก็ทำใจให้สงบลงได้ ในเมื่อเขายังมีแผนสำรองอีกมากมายในการพัฒนาบ้านเมือง

 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกอบรมบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็กทำให้คาเงยามะสามารถปรับเปลี่ยนความคิดให้ทันสถานการณ์เสมอๆ แต่คงต้องใช้เวลาสักพักในการบำรุงบ้านเมืองของตนให้กลับมาปลอดภัยได้ดังเดิม

 

อีกอย่าง สายตาชาวเมืองที่มองมาจะรู้สึกยังไงกับเขาที่ทำให้ทุกอย่างต้องพังลงแบบนี้กันนะ ?

 

พอลองคิดทบทวนดู ก็ออกจะดูแปลกๆไปซักหน่อย ราวกับการกระทำทั้งหมดนั้นไร้เหตุผล

 

ไม่รู้ว่าต้องการจะกำจัดเขาทิ้ง หรือต้องการทำลายเมืองนี้ทิ้ง หรือต้องการทำทุกอย่างให้เขาหัวหมุนกันแน่

 

ราวกับว่าอะไรที่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็จะยัดๆลงมารวมกันทั้งหมด

 

ถ้าลองรวมทุกสิ่งเข้าด้วยกันก็อาจจะพูดได้ว่าจุดประสงค์ที่ทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดคือก็คือความแค้น

 

ผ่านไปเกือบชั่วโมง คุนิมิก็เดินมาหยุดลงตรงหน้าของตนพลางก้มลงอย่างนอบน้อม ด้านหลังมีคินดะอิจิที่ตามมาอย่างไม่สบอารมณ์ ทันทีที่คนตัวเล็กกว่าหันไปยิ้มให้พลางพูดประมาณว่าไม่เป็นอะไรแล้ว ทหารประจำตัวอิวาอิซึมิจะขอตัวแยกไปหานายของตนอย่างเคย

 

“ท่านคาเงยามะ..เอ่อ..จากการสอบสวนเชลยคนนั้น..”ร่างเล็กดูท่าทางลำบากใจ นัยน์ตากรอกไปมาอย่างล่อกแล่ก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดออกมาอย่างหนักแน่น

 

“เชลยคนนั้นรับสารภาพว่าเป็นคนที่หัวหน้ากลุ่มโจรสลัดคาราสึโนะส่งมาครับ”

 

“…ช่วยอธิบายมาให้ละเอียดที”

 

“กลุ่มโจรสลัดคาราสึโนะได้ไปพาทหารรับจ้างมาแล้วจ่ายเงินราคาสูงให้กับงานในครั้งนี้ บอกว่าให้ลอบสังหารท่าน แต่เผอิญว่าท่านไม่อยู่พอดีในวันนี้พวกนั้นจึงก่อความวุ่นวาย และขโมยข้อมูลทั้งหลายไปเพื่อนำไปให้กลุ่มโจรสลัดได้ขายให้กับประเทศต่างๆครับ..”ร่างสูงมองคนตัวเล็กกว่าที่ยืนก้มหน้าบีบมือตนอยู่คล้ายกำลังลำบากใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามพูดต่อไป

 

“นอกจากนี้..กลุ่มโจรสลัดคาราสึโนะได้ทำการให้เงินแก่ครอบครัวของทหารรับจ้าง บอกว่าถึงคนเหล่านี้ตายก็จะให้เงินแก่ครอบครัวของพวกเขาอย่างสุขสบาย..ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธไม่ได้ครับ”

 

“แต่ยังไงคนผิดก็คือคนผิด ก็จำเป็นมีโทษต้องประหาร”ร่างสูงรู้ทันความคิดของคนขี้ใจอ่อนอย่างคุนิมิที่พยายามขอร้องให้ไว้ชีวิตเชลยที่ถูกจับมา ทันใดนั้น ทหารม้าเร็วที่ตนเพิ่งส่งไปตั้งแต่ยืนรอการสอบสวนก็กลับมาอย่างรวดเร็ว

 

“ท่านคาเงยามะ พอผมไปถึงก็ไม่เหลือใครที่นั่นแล้วครับ ไม่มีใครทราบว่าองค์หญิงลำดับที่สามและคนสนิทหายไปไหน”

 

จดหมายขอโทษที่จะต้องไปตกในมือของยาจิถูกส่งกลับคืนสู่เจ้าของที่เป็นคนเขียน คาเงยามะกำมันจนแน่นก่อนจะหันหลังเพื่อกลับห้องทำงานของตน แต่แล้วเสียงคนสนิทก็ดังขึ้นอย่างร้อนรนก่อน

 

“ท่านคาเงยามะ! แล้วฮินาตะล่ะ ? ท่านจะ..”

 

“นำตัวฮินาตะไปขังไว้ในคุกใต้ดินจนกว่าจะตัดสินโทษสำเร็จ”แม้จะกล่าวไปอย่างหนักแน่นแต่กลับรู้สึกว่ามือของตนเย็นเฉียบและเบาหวิวไปทั้งตัวซะอย่างนั้น

 

ไม่ว่ายังไง โทษของฮินาตะก็คงไม่พ้นการประหารตัดคอต่อหน้าทุกคน

 

มันเป็นสิ่งที่เขาควรจะกระทำตั้งแต่แรกแล้ว เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นถึงโจรสลัดที่มีค่าหัวสูงและทางการกำลังตามจับอยู่

 

เป็นความจริงที่ไม่อยากจะยอมรับ

 

เพราะเขามีหน้าที่ที่ต้องแบกรับไว้จึงต้องพยายามทำมันต่อไปในทางที่ควรจะเป็นเท่านั้น แม้ว่าจะขัดกับความรู้สึกของตนเองก็ตาม

 

หวนนึกถึงคำพูดของพ่อตนสมัยครั้งที่บุคคลคนนั้นยังมีชีวิตอยู่

 

“คอยดูและจดจำไว้นะคาเงยามะ หากลูกเผลอพลาดพลั้งละก็ สักวันหนึ่งความใจดีนั่นแหละจะกลับเข้ามาทำลายลูก”

 

แล้วเสียงอันสดใสที่เขามักจะได้ยินตลอดก็ดังแทรกขึ้นมาในห้วงโสตประสาทราวกับเป็นการทวนความจำ

 

“การกระทำของพวกนั้นก็เหมือนกับเลี้ยงงูไว้ในบ้าน”

 

เพราะเขาใจดีเกินไปใช่ไหม..ทุกอย่างมันถึงพังแบบนี้

 

ทั้งบ้านเมือง ความเชื่อใจของทุกคน

 

รวมไปถึงจิตใจของเขาด้วย

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

******

 

 

 

อย่าเพิ่งโกรธนายคาเงะเลยนะคะ เขาก็มีหน้าที่ มีสิ่งที่ต้องแบกรับ ;-;

ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเล็กกว่าอย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปนกับหน้าที่ (ถึงจะปนไปทั้งเรื่องโดยการดูแลฮินะจังอย่างดีก็เถอะ ก๊ากก)

ใกล้ตอนจบเข้าไปทุกทีแล้ว ฮืออ มาไกลจริง ยิ่งช่วงนี้ยิ่งไม่ค่อยได้อัพเลย

แต่ก็จะกลับมาอัพบ่อยๆแล้วล่ะค่ะ คิดว่างานหลายๆอย่างใกล้หมดลงแล้ว เย่

 

 

 

V A L I N O ★

Comment

Comment:

Tweet