[Haikyuu FIC] Horizon [KageHina] EP.7

posted on 31 Jan 2016 20:19 by valino in Haikyuufanfic directory Fiction, Cartoon

Title: [Haikyuu FIC] Horizon [KageHina] EP.7

Pairing: Kageyama x Hinata

Author: V A L I N O ★

 

 

 

******

 

 

 

Episode 7

 

 

 

“นายนี่น้า..รู้ไหมวิ่งฝ่าควันไฟแบบนั้นออกมามันอันตราย ไม่ได้เรียนมารึไง ?”

 

“..รู้ครับ แต่แค่อยากออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด”

 

“อยาก ‘พาเจ้านี่’ ออกจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุดก็ว่ามาเถอะ เจ้าตัวเล็กนี่เป็นใครกันแน่”เสียงของชายสองคนพูดคุยกันดังขึ้นช่วยปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา เปลือกตาที่ปิดอยู่ขยับเล็กน้อย

 

“ฮินาตะ!”แล้วการโต้ตอบกันก็หยุดลง กลายเป็นรู้สึกได้ถึงแรงพยุงจากใครสักคนที่วางฝ่ามือไว้บนแผ่นหลังของเจ้าของชื่อ ดวงตากลมโตค่อยๆปรือขึ้นมาก่อนจะหันไปมองรอบๆ

 

คาเงยามะ..เจ้าหัวหงอนไก่ และก็..ตาลุงที่น่าจะเป็นแพทย์ ?

 

“น-น้ำ..”พยายามควานหาเสียงตัวเองจนเจอ แต่เมื่อเปล่งออกไปมันกลับแห้งจนเจ้าของร่างสูงที่เดินทางมาด้วยกันเอื้อมไปหยิบแก้วใส่น้ำที่แพทย์หลวงยื่นมาให้

 

ใช้เวลาดื่มสักพักก่อนจะกระพริบตามองคนตรงหน้า ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ไหลเวียนกลับเข้ามาในหัวจนเผลอโพล่งออกไปเสียงดัง

 

“อ้า!! เกิดอะไรขึ้นน่ะ! ฉันจำได้แค่ว่าฉันสำลักควันไฟ แล้วจากนั้นก็วูบเลย!”

 

“เสียงดังแบบนี้ท่าทางจะหายดีแล้วมั้ง”คุโรโอะยิ้มมุมปากก่อนจะผุดลุกขึ้น ขยับมือเพื่อเรียกให้ชายแก่ผู้เป็นแพทย์หลวงออกไปนอกห้องพร้อมกับตน

 

“อธิบายกันเองนะ ฉันต้องไปสะสางเรื่องไฟไหม้นี่ต่อ ป่านนี้เคนมะยุ่งกับงานจนหัวหมุนแล้ว และก็...ถ้าเป็นอย่างที่นายว่าจริงนะคาเงยามะว่ามีการวางเพลิงน่ะ..ฉันจะช่วยสืบหาอีกคนละกัน เพราะมันเล่นมาพังบ้านเมืองฉันซะวอดวายเลย”ทันทีที่พูดจบก็เดินออกจากห้องไปพลางโบกมือลา ท่าทางดูสบายๆไม่ตึงเครียดราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้นกลายเป็นแค่เรื่องล้อเล่น

 

“ต-ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นน่ะคาเงยามะ..แล้วนายเป็นไงบ้าง ?”ว่าพลางเหลือบมองแขนซ้ายอีกฝ่ายที่มีผ้าพันแผลพันไว้จากข้อมือยาวถึงข้อศอก ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้เมื่อจู่ๆก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าเจ็บตัวเพราะเขา

 

“ฉันกับนายก็ออกมาจากตรงนั้น ตอนนั้นทหารของคุโรโอะก็กำลังดับไฟอยู่พอดี พอพวกเขาเห็นเราจึงรีบพากลับมาที่นี่แล้วให้การรักษา..ส่วนนี่น่ะ..”ยกแขนตนขึ้นก่อนจะขยับไปมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ

 

“ไม่ได้เป็นอะไรน่ากลัวอย่างที่แกจินตนาการไว้แน่นอน ก็แค่แผลถลอกเล็กๆน้อยๆ”

 

“อ๋อ..อื้อ..”ฮินาตะก้มหน้างุด ถึงอีกฝ่ายจะยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เจ็บแสบอะไรแต่ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้อยู่ดี ทันใดนั้น น้ำเสียงยียวนก็ดังขึ้นราวกับว่ากำลังล้อเลียน

 

“อะไรกัน ? จู่ๆก็เชื่องซะงั้นเลย”

 

“ก็..ความจริง..นายหนีไปก็ได้นี่นา ที่นายต้องมาเจ็บตัวก็เพราะฉันไปหลงคำเชื่อของเจ้าตาแก่จอมปลอมนั่นไม่ใช่รึไง ? เพราะฉันลากนายมาเอี่ยวด้วยแท้ๆ..”

 

“นายกำลังจะบอกว่าให้ฉันหนีไปโดยทิ้งให้นายโดนไฟคลอกตายในร้านนั่นน่ะเหรอ ?”น้ำเสียงเรียบนิ่งถูกส่งกลับมา คนร่างเล็กเม้มปากแน่นไม่กล้าตอบรับ แต่แล้วคำพูดถัดมาทำเอาเผลอมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเหวอๆ

 

“ถ้านายเจอคนกำลังเดือดร้อนตรงหน้า ไม่คิดจะยื่นมือไปช่วยเหลือเลยรึไง ?”

 

“อย่ามาก๊อปคำพูดคนอื่นสิ!”

 

“หรือไม่จริงล่ะ! ทีตอนไปเมืองของท่านโออิคาวะแกยังพูดกับฉันแบบนี้เลย พูดบ้างไม่ได้รึไงเจ้าเตี้ยนี่!”ว่าพลางถอนหายใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองลงมาที่เจ้าของร่างเล็กซึ่งนั่งแปะอยู่บนเตียง

 

“ออกไปสูดอากาศข้างนอกด้วยกันไหม ?”

 

“นี่นายยังกล้าออกไปเดินข้างนอกอีกเหรอ ทั้งๆที่มีคนจ้องจะเอาชีวิตนายอยู่ทุกวันเนี่ยนะ!”

 

“ไม่ต้องห่วง ฉันคาดการณ์ไว้แล้ว มันคงไม่ลงมือซ้ำอีกครั้งในวันเดียวหรอก เดี๋ยวจะดูไม่เป็นอุบัติเหตุโดนสาวตัวไปถึงได้ง่าย แถมตอนนี้ทหารเต็มบ้านเต็มเมือง”หรี่ตามองอีกฝ่ายก่อนจะถามซ้ำ

 

“จะไปไหม ?”

 

“อื้อ ไปก็ได้”

 

 

 

******

 

 

 

“ปกติฉันจะนอนดูดาวบนเรือบ่อยๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มานอนดูบนพื้นหญ้าแบบนี้”ฮินาตะเอ่ย ภายใต้ดวงตากลมโตมีประกายระยิบระยับของดวงดาราที่อีกฝ่ายกำลังทอดมองอยู่

 

“แล้วเป็นไง ?”

 

“ก็ไม่แย่ แค่ไม่ได้กลิ่นทะเลและก็ความเย็นจากน้ำเฉยๆ”ยักไหล่ก่อนจะตอบ กวาดสายตามองรอบท้องฟ้าก่อนจะระบายยิ้มบางๆบนใบหน้า

 

เพราะเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนจึงสามารถเห็นกลุ่มดาวประจำฤดูร้อนบริเวณเหนือศีรษะพอดี เมื่อล้มตัวนอนจึงอยู่ในระดับสายตา

 

“นายดูดาวเป็นไหม ?”ร่างเล็กหันไป ริมฝีปากขยับของอีกฝ่ายโดยไม่ได้หันมาสบตาเพราะกำลังใจจดใจจ่อกับการจ้องดวงดาวบนท้องฟ้า

 

“ไม่เป็น นายล่ะ?”

 

“เป็นสิ! ฉันเป็นนักเดินเรือนะ!”ฉีกยิ้มอวดตัวเอง ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองบนท้องฟ้าดังเดิม ชี้นิ้วไปยังกลุ่มดาวตรงหน้า

 

“นั่นน่ะ สามเหลี่ยมฤดูร้อน!”

 

“เหรอ ?”

 

“ปลายตรงนั้นน่ะกลุ่มดาวพิณ เห็นไหม ที่มีดาวเวกาน่ะ สว่างที่สุดในกลุ่มดาวนี้เลยนะ หาง่ายมาก”

 

“เห็นแต่ดาวเวกาของนาย แต่มองกลุ่มดาวไม่ค่อยออกหรอก”เสียงเข้มตอบกลับไป แต่ดูเหมือนคนที่นอนข้างๆจะไม่ล้มเลิกความพยายามในการทำให้เขารู้จักกับดาว จึงชี้นั่นนี่โน่นอีก

 

“ส่วนนั่นดาวตานกอินทรี! สว่างที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรีเลยนะ!”

 

“กลุ่มดาวนกอินทรี ?”

 

“เป็นหนึ่งในกลุ่มที่อยู่ในสามเหลี่ยมฤดูร้อนน่ะ! อ๊ะ! เห็นข้างๆนั่นไหม นั่นแหละกลุ่มดาวงู”แล้วนิ้วเล็กๆนั่นก็ชี้ไปอีกที่ คาเงยามะขมวดคิ้วแน่นก่อนจะพึมพำออกมา

 

“งงชะมัดยาดเลยแหะ..”

 

“ฮะๆ ถ้าฝึกดูบ่อยๆก็ชินเองแหละ ตอนแรกฉันก็งงเหมือนกัน แต่สึกะวาระซังสอนฉันดูน่ะ ความจริงที่สอนเป็นเพราะฉันไปขอร้องเองแหละ ก็พวกดาวมันสวยนี่นา แต่กว่าฉันจะรู้เรื่องก็ผ่านไปนานเลยแหละ ก็สมองทึบนี่นะ แฮะๆ”ว่าพลางลูบศีรษะตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองอีกฝ่ายที่ค่อยๆหันหน้ามาหา

 

“นายชอบดาวเหรอ ?”

 

“อื้อ ชอบสิ”

 

“แล้วดาวอะไรล่ะ ที่นายชอบอะไรมากที่สุด ?”

 

“ดาวเวกา เพราะมันสว่างมากจนทำให้มองเห็นกลุ่มดาวพิณได้ง่ายยังไงล่ะ ดูโดดเด่นจะตาย แทบละสายตาไม่ได้เลยล่ะ นายไม่คิดงั้นเหรอ ?”หันมาสบตาอีกฝ่ายก่อนจะยิ้มกว้าง

 

“อือ..นั่นสิ”

 

“นี่..”

 

“หืม ?”ตอบรับเบาๆในลำคอ มองใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่าย เป็นรอยยิ้มที่กว้างจนทำให้ตาโตๆนั่นหยีลง

 

“ฉันรู้ความหมายของดอกเยอบีร่าแล้วนะ..”

 

“รู้ว่าอะไรล่ะ ?”ขยับตัวตั้งใจฟังอีกฝ่ายพูด ฮินาตะหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยออกมา

 

“เธอคือแสงตะวันในชีวิตฉัน..นี่เป็นเหตุผลที่นายเอามันมาลงแปลงใช่ไหม ?”

 

“ถูกต้อง”

 

“ที่นายปลูกนี่จะเอาไปให้หญิงที่ไหนรึเปล่าคาเงยามะคุง ? โรแมนติกเหมือนกันนี่นา~ แต่นิสัยแย่มากเลยนะ! นายต้องดูแลด้วยน้ำพักน้ำแรงของนายสิ ผู้หญิงคนนั้นถึงจะเห็นถึงความพยายามและน่ารักของนายอ่ะ”ว่าพลางจิ้มไหล่อีกฝ่ายก่อนจะส่งเสียงแซวไม่สนใจถึงลำดับชนชั้นที่แตกต่างกันราวกับเป็นเพื่อนเล่น ซึ่งผู้เป็นราชาก็ไม่ได้คิดโกรธเคืองอะไร

 

“ฉันเอามันไปให้คนๆนั้นแล้ว”

 

“จริงดิ! ตอนไหนเนี่ย!?”

 

“ตั้งแต่วันแรกที่ฉันเอามาลงแปลงนาย”

 

“โห แสดงว่าพอนายให้ผู้หญิงคนนั้นเสร็จปุ้ป ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนต่อเลยให้ฉันเป็นคนดูแลส่วนที่เหลือแทนอ่ะดิ!”พอบ่นเสร็จก็พองลมเข้าที่แก้ม คาเงยามะผุดลุกขึ้นนั่งก่อนจะกุมศีรษะด้วยสีหน้าเหนื่อยๆ

 

“แกนี่..จะบื้อไปไหน..แต่ก็ช่างมันเถอะ”

 

“หือ ? มีอะไรรึเปล่า ?”

 

“ลุกขึ้นมานี่ซิ”ว่าพลางกวักมือเรียก ดวงตาสีสว่างมองตามก่อนจะยันกายตัวเองจากผืนหญ้าลุกขึ้นนั่งแต่คนร่างสูงกลับยืนขึ้นแล้วเดินมาข้างหลังเขาซะอย่างงั้น

 

ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงอะไรเย็นๆบางอย่างที่ทับลงที่คอ

 

“อะไรอ่ะ!?”ฮินาตะร้องลั่นอย่างตกใจ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะกลัวว่าจะเป็นของมีคมจึงทำได้แต่หลับตานิ่งๆ จนกระทั่งเสียงเข้มดังขึ้นที่ข้างหูจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา

 

“เสร็จแล้ว”

 

พอเหลือบตามองจนแน่ใจว่าไม่ใช่มีดหรือดาบก็ค่อยๆก้มหน้าลงมาดู ปรากฏว่าเป็นสร้อยสีเงินเส้นเล็ก ตรงจี้เป็นรูปวงกลม พอพลิกดูอีกด้านมีตัวคันจิที่อ่านว่าเงาเขียนไว้ (影)

 

“อะไรอ่ะ ?”

 

“ฝากไว้ที่นายหน่อยละกัน ขี้เกียจเก็บน่ะ”พูดจบก็ผุดลุกขึ้น ก่อนจะก้มหน้ามาถาม

 

“กลับกันได้แล้ว ถึงจะเป็นฤดูร้อนแต่อากาศตอนกลางคืนก็เย็นอยู่เหมือนกัน นี่ก็จะตีหนึ่งแล้วด้วย”สิ้นคำก็เดินหนีไปทันที ทิ้งให้คนตัวเล็กพยายามลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

******

 

 

 

ทันทีที่เรือจอดเทียบท่าชายฝั่ง ทั้งสองก็เดินนำลงจากเรือไปเพื่อกลับไปยังที่พักอาศัยของตน

 

ท้ายที่สุดกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสาม เนื่องจากฮินาตะได้นอนไปแล้วก่อนหน้านั้นจึงตาค้าง กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่หลายรอบ มองอีกฝ่ายที่หลับไปตั้งแต่กลับมาถึงห้องอย่างสบายใจเฉิบก็นึกอิจฉา

 

สุดท้ายก็ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ต้องมานั่งอำลาผู้ครองเมืองนั้น แล้วก็ขึ้นมานั่งสัปหงกบนเรือของคาเงยามะ เผลอแปปเดียวยังไม่ทันรู้สึกว่าได้นอนก็ถึงเมืองแล้วซะงั้น

 

แต่ทันทีที่เข้าวังมาทางสวน ก็เห็นใครคนหนึ่งท่าทางคุ้นตากำลังยืนคุยกับเจ้าทหารหัวหอมแดงบริเวณใกล้ห้องพักของเขา ฮินาตะถึงกับตื่นเต็มตาแล้วกระโดดหย็องแหย็งไปหาทันที

 

“เฮ้! นายคนสวน!!”เสียงอันคุ้นเคยพร้อมสรรพนามที่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าเรียกเขาดังขึ้นจากทางด้านซ้าย เมื่ออิวาอิซึมิหันไปมองก็ต้องพบกับรอยยิ้มของดวงอาทิตย์สดใสที่กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาก่อนจะยกมือบอกทหารคนสนิทให้พักเรื่องที่คุยไว้ก่อน อีกฝ่ายจึงก้มหัวอย่างเคารพแล้วเดินจากไป เหลือบเห็นน้องชายตนซึ่งเดินเลี่ยงไปอีกทางก็หันกลับมาให้ความสนใจคนตัวเล็กต่อ

 

“ว่าไงฮินาตะ ? ไปต่างเมืองกับคาเงยามะมาใช่ไหม ?”

 

“ใช่แล้ว! แล้วนายล่ะหายไปไหนมา ? ฉันไม่เห็นนายตั้งอาทิตย์นึงแหน่ะ!”

 

“เอ่อ..มีงานให้ต้องทำน่ะ”ร่างโปร่งเกาแก้มตัวเองเบาๆก่อนจะเสตามองไปทางอื่น แล้วรีบหันกลับมายิ้มให้ดังเดิม

 

“แต่นายเองก็ดูแลดอกเยอบีร่าได้ดีเลยนี่นา ฉันเห็นแล้วล่ะ ออกดอกสวยมากเลย”

 

“ใช่ไหมล่ะ! เสียดายชะมัดที่เมื่อวานฉันไม่ได้อยู่ดูแลเพราะไม่อยู่ ถึงคาเงยามะจะบอกว่าให้คนสวนมาดูแลให้ก็เถอะ แต่พอไม่ได้เจอหน้าดอกเยอบีร่าก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี”ใบหน้าใสซื่อตอบกลับมาอย่างสดใส อิวาอิซึมิจ้องมองท่าทางอีกฝ่ายพลางยิ้มเล็กๆ อดที่จะเอ็นดูไม่ได้เมื่อเห็นคนตรงหน้าดูไร้พิษภัยเช่นนี้

 

“ท่าทางจะชอบน่าดูเลยนะ..หืม ? นายไปเอาสร้อยนั่นมาจากไหนน่ะ ?”ว่าพลางชี้ไปที่คอของคนตัวเล็ก ฮินาตะคลำๆดูก็ร้องอ๋อออกมา เพราะเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าได้รับมันมาเมื่อคืน

 

“คาเงยามะฝากไว้น่ะ บอกว่าขี้เกียจดูแลนั่นนี่โน่น เห็นฉันเป็นตู้เก็บของก็เลยยัดๆใส่มา เจ้าราชาจอมเผด็จการ!”นึกถึงแล้วก็อยากแยกเขี้ยวใส่โดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าคนตรงหน้าและท่าทางที่นิ่งไป

 

ดวงตาสีดำเหลือบเขียวจ้องมองไปที่ลำคอของคนตรงหน้าซึ่งมีสร้อยสีเงินประดับไว้อยู่ราวกับกำลังครุ่นคิด คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆคลายออก

 

ซึ่งนั่นก็หมายความว่าความลังเลที่เกิดขึ้นได้จางหายไปแล้ว

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

******

 

 

 

แวะพักสบายๆกันก่อนซักตอนเนอะ 555555

อยากลองเขียนฉากนอนดูดาวแบบนี้มานานแล้ว! ในที่สุดก็ได้เขียนค่ะ

ฮินาตะดูฉลาดเรื่องดาวทันที เพราะเราเขียนนิสัยน้องในเรื่องนี้ให้ชอบดาวมากๆค่ะ

ถ้าในไฮคิวมีฉากดูดาวจริงๆ สองคนนี้คงเป็นฝ่ายงง กลุ่มดาวนั่นคืออะไร แล้วกลุ่มดาวนี่คืออะไรล่ะ? แล้วก็บอกกันมั่วๆแน่ๆเลย

ส่วนนายคาเงนี่ก็อิงส่วนจริงๆมาเลยค่ะ 5555555555

ฝ่าบาทคงไม่ชอบอะไรยากๆไม่เหมาะกับตัวเองหรอกเนอะ U v U

 

 

 

V A L I N O ★

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ยยย แม่่่ น่ารักมากกกก ให้สร้อยน้องแบบนี้ ประกาศความเป็นเจ้าของใช่ไหม!! เนียนได้เรื่องจริง อ๊ากกก คนบร้าา

ตอนนี้โรแมนติกมากค่ะ นึกภาพตอนอยู่ใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวด้วยกัน น้องร่าเริงน่ารัก เจื้อยแจ้วเรื่องดาว ฝ่าบาทแอบชำเลืองมอง น่าจับมากอดมาก >/////

#2 By Nutty on 2016-02-02 14:49

โหยยย ให้สร้อยคืออัลไลลล ของแทนใจกันใช่มั้ยเนี่ยยย 555555+

#1 By So Eia on 2016-02-01 23:06